life

คุณเคยรู้สึกมั้ยว่าชีวิตตัวเองโชคดี

เรามีทุกอย่างที่เราอยากได้ (ไม่ใช่ก็เกือบ)
อยากได้อะไรหรอ.....ป๊าาาจ๋าา  แม่กร๊าบบบบ
บ้านเรา ครอบครัวเรามีที่อยู่เป็นของเราเอง อยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
มีรถให้นั่ง นั่งรถไฟฟ้า แท็กซี่ นั่งรถเมล์แทบไม่เป็น
อยากไปเที่ยวไหนก็ไป อยากไปเมืองนอก ไปเรียน ไปเที่ยวก็ไปได้
มีอาหารดีๆ แพงๆให้กิน อยากกินอะไรก็ได้กิน ทั้งไทย จีน ฝรั่ง ญี่ปุ่น
มีสุขภาพที่ดี แข็งแรง ไม่เจ็บไม่ป่วย  ถึงไม่สบายก็เข้าโรงพยาบาลเอกชน ไม่ต้องไปรอคิวนานๆในโรงพยาบาลรัฐ
มีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างที่อยากได้ มือถือ คอม ipod และของเล่นราคาแพงทั้งหลาย
มีเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอาง และข้าวของต่างๆที่ดีๆแพงๆใช้
มีโรงเรียนดีๆให้เรียน แถมเรียนพิเศษ เรียนโน่นเรียนนี่อีกเต็มไปหมด
เราเองก็เป็นเด็กดี เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เชื่อฟังพ่อแม่ ตั้งใจเรียนมาตลอด

แต่เคยคิดบ้างมั้ย  สิ่งเหล่านี้จะอยู่กับเราไปอีกนานแค่ไหน
ถ้าไม่มีพ่อแม่ทำงานเลี้ยงเราล่ะ
ถ้าเกิดวิกฤตอย่างปี 40  ล่ะ
ถ้าอยู่ๆธุรกิจที่บ้านมีปัญหาล่ะ
ถ้าอยู่ๆบ้านโดนยึดล่ะ
ถ้าเราเป็นโรคร้ายขึ้นมาซักวันล่ะ
ถ้าเกิดอุบัติเหตุกับคนในครอบครัวเราล่ะ

จะบ้าหรอ
แกยังเด็กอยู่นะ
ทำไมจะต้องมานั่งคิดอะไรมากมาย
เที่ยวเล่นมีความสุขไปวันๆดีกว่ามั้ย
จะมาคิดให้ปวดหัวทำไม
ที่ต้องคิดอยู่ทุกวันนี้ยังไม่ปวดหัวพออีกหรอ
เดี๋ยวค่อยคิดก็ได้ เอาไว้เรียนให้จบก่อน
เอาไว้ก่อนน่า ยังไม่ว่างคิด
หน้าที่ของเราคือเรียน ไม่ใช่ทำงาน
เรียนจบแล้วค่อยทำงาน
แกมันบ้าไปแล้ว  แค่เรียนหนัก งานเยอะก็เครียดจะตายอยู่แล้ว
สิ่งเหล่านี้เป็นความเห็นจำนวนหนึ่งที่เราได้ยินจากเพื่อนๆไวใกล้เคียงกันหลายคน

 

แต่เราก็โชคดี  ที่ได้เรียนรู้อะไรในอีกแง่มุมหนึ่ง

เราได้ยินเรื่องราวจากคนที่เราไม่รู้จักหลายคนว่า เขาต้องลำบากหาเงินเรียนเอง ทำงานเลี้ยงตัวเองทุกอย่าง จนเขาไม่มีโอกาสได้เรียนในที่ที่ดีๆ

เราได้ยินเรื่องราวจากพี่สาวคนหนึ่งที่เราเพิ่งรู้จักว่า ที่บ้านเขาเจอวิกฤตปี 40 เห็นแม่ตัวเองแอบนั่งร้องไห้ตอนกลางคืน เลยยอมทำงานทุกอย่างเพื่อช่วยครอบครัว  ทำให้เขาแทบไม่มีโอกาสได้เรียน แต่ทุกวันนี้ซื้อบ้าน ซื้อชีวิตคืนให้พ่อแม่ได้

เราได้ยินเรื่องราวจากคนที่เรารู้จักว่า เขาต้องทำงานหนักทุกอย่าง ทำไปเรียนไป  ทั้งฟาดฟู้ดอะไรสาระพัด  แต่สุดท้ายวันที่เขาประสบความสำเร็จ  พ่อเขาก็เป็นอัลไซม์เมอร์  ไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว

เราได้ยินเรื่องราวของพี่คนนึงที่ค่อนข้างสนิทกันที่ทางบ้านเจอวิกฤตปี 40  พ่อแม่ต้องเปลี่ยนธุรกิจ  ต้องย้ายบ้านหนีเจ้าหนี้ไปอยู่ต่างจังหวัดไกลๆ  ต้องช่วยเหลือตัวเองจากที่เคยมีคนทำให้หมดมาตลอด

เราได้ยินเรื่องราวจากเพื่อนสนิทเราคนหนึ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนสนิทของเธอ  ที่อยู่ๆคุณหมอก็บอกว่าพ่อเธอป่วยเป็นโรคร้ายแรงขั้นสุดท้าย  ไม่นานเธอก็ยื้อชีวิตของพ่อเอาไว้ไม่ได้  และครอบครัวก็ขาดเสาหลักไป

เราได้ยินเรื่องราวของพี่สาวคนนึงที่เรารักมากๆ  ชีิวิตของเขาสุขสบายมาก  เป็นชีวิตแบบเจ้าหญิง นางฟ้า คุณหนู  หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตามที่เป็นวิถีชีวิตที่สาวๆหลายคนใฝ่ฝัน  แต่พี่เขาไม่เคยประมาทกับชีวิต  จนสามารถเลี้ยงตัวเอง ส่งตัวเองเรียนได้ตั้งแต่ปี 2  ผ่อนรถในฝันของใครหลายๆคนมาขับเล่นได้เอง

เราได้ยินเรื่องราวของพี่ชายคนหนึ่ง ที่เรานับถึอเหมือนพี่ชายแท้ๆ  ที่ที่บ้านเขามีปัญหา ธุรกิจมีปัญหาตั้งแต่ปี 40  ต้องย้ายบ้านหลายครั้งตั้งแต่เด็กๆ  พ่อแม่ พี่สาวอยู่คนละทิศละทาง  ต้องดูแลบ้าน ดูแลย่า ดูแลหมาที่บ้าน  ได้เงินใช้เดินหนึ่งไม่มาก  ต้องดูแลทุกอย่าง แต่ก็รู้จักเก็บออมและทำงานหนักเพื่อหาเงินเพิ่ม แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังต้องหาบ้านใหม่อยู่ อาจถึงกับต้องพลัดพลากจากคนที่เขารัก

 

ต้องขอบคุณทุกคนที่เรากล่าวถึง สำหรับบทเรียนชีวิตดีๆ และขอโทษด้วยที่กล่าวถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ( ไม่เป็นไรนะ ไม่ได้เอ่ยชื่อ)

 

จะเห็นได้ว่าทุกอย่างมันเข้าใกล้ตัวเราเข้ามาทุกทีๆ
แล้วตัวเราล่ะ  ต้องรอให้ถึงวันนั้นหรือ
เรียนจบ ทำงานประจำ เงินเดืิอน 12000 บาท
ขึ้นปีละ 1000  กว่าบาท  รายได้อย่างเก่งก็ 60000-80000 บาท
ถึงแสนอ่ะ ยากกกก  สำหรับสายอาชีพเรา


คิดเล่นๆ start 12000 ขึ้นปีละ 2000 เลยอ่า  แปลว่าทำงาน 5 ปี ถึงจะได้เดือนละ 20000 บาท (ยิ่งทำฟรีแลนด์  ทำงานอื่นติสท์ๆไปวันๆยิ่งไม่ต้องพูดถึง) เฉลี่ยประมาณปีละ 16000 ถามว่าทุกวันนี้เราคนเดียวใช้เงินเดือนละเท่าไหร่  สำหรับเราเกินหมื่น นี่แค่ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ไม่รวมค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ที่พ่อแม่เป็นคนดูแลในบ้านตอนนี้ ไหนจะต้องไปดูแลคนอื่นอีก ในกรณีมีครอบครัว  ถ้าใช้อย่างประหยัดจริงๆ  ข้าวคลุกน้ำปลาก็คงพอกิน  แต่จะมีเงินเก็บซักเท่าไหร่ ต้องเก็บเงินถึงเมื่อไหร่ถึงจะพอผ่อนบ้านผ่อนรถในฝัน  แล้วพ่อแม่อีกล่ะ  เมื่อไหร่จะเลี้ยงดูท่านให้สุขสบายอย่างที่ท่านเลี้ยงเราในวันนี้ได้  10 ปีหรอ 20 ปีหรอ  แล้วแน่ใจได้ยังไงว่าท่านจะอยู่กับเราได้ถึงวันนั้น  นี่ยังไม่รวมวิกฤตชีวิตต่างๆที่กล่าวเอาไว้ข้างต้นเลย

เรื่องราวที่คุณได้อ่านมาทั้งหมดนี้  อาจเป็นเรื่องเครียด  น่าปวดหัว บ้า คิดมากไปป่าว  แต่มันเป็นเรื่องจริง
เรื่องจริงบางเรื่องอาจเจ็บปวด ปวดหัว แต่ยังไงความจริงก็คือความจริง  สำหรับฉันแล้ว คงไม่ต้องรอถึง 10 ปีแล้วค่อยมาคิด  เพราะถ้าถึงวันนั้นเราอาจแก้ไขอะไรไม่ทันแล้วก็ได้

คุณอาจอ่านบทความนี้แล้วลืมมันไป  หรือด่าว่าคนเขียนมันบ้า  หรืออะไรก็ตาม ก็แล้วแต่คุณ
แต่สำหรับคนที่อ่านแล้วได้คิดอะไรกับชีวิตบ้าง  เราก็ดีใจ

เราไม่มีวันรู้หรอก ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับเรา
แต่ถ้าเรามีทางหนีไฟ เราก็จะไม่กลัวไฟไหม้
ถ้าเรามีชูชีพ เราก็จะไม่กลัวเรือร่มหรือเครื่องบินตก
ถ้าเรามีถุงลมนิรภัย  เราก็จะไม่กลัวรถชน

วันนี้เราไปทำงานตามปกติ
ถึงมันจะเป็นวันอาทิตย์....ก็มันปกติของเรา ไม่ใช่ปกติของชาวบ้านนี่นา

วันนี้ไปในที่ที่ไม่ค่อยคุ้นเคยนัก  ที่แน่ๆก็ไม่เคยกลับบ้านคนเดียวจากที่นั่นล่ะ
แต่ยังดีที่คนเดินมาขึ้นรถเมล์เป็นเพื่อน

เรานั่งรถเมล์จากหลักสี่กลับบ้าน  ตอนทุ่มกว่าๆ
พร้อมสัมภาระมากมาย  กับหนทางที่ไม่เคยชิน  ก็น่ากลัวอยู่สำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเรา
พอขึ้นไปบนรถเมล์(ไม่ขอเอ่ยสาย)

ป้ายถัดมาก็มีลุงคนนึงขึ้นมา  อายุน่าจะราวๆพ่อเราเนี่ยแหละ  คงไม่เกิน 60

ลุงนั่งลงที่เบาฝั่งซ้่ายของเราที่ว่างอยู่(เรานั่งที่เบาะฝั่งขวาของรถ)

พอกระเป๋ารถเมล์เดินมาเก็บตังค์  ลุงก็บอกว่า

"ผมไม่มีตังค์"

"ไม่ได้  นี่รถใหญ่  เขาไม่ให้ขึ้นฟรี"  กระเป๋าโต้

"ผมเป็นข้าราชการนะ"

"ไม่ได้ๆ"

"เดี๋ยวผมก็ลงแล้ว  ลงวัดเสมียน"

"ไม่ได้ ลงป้ายหน้าเลย"

พอถึงป้ายหน้า  กระเป๋าก็รีบบอกให้ลุงลง  เราเลยรีบยื้อเอาไว้  บอกกระเป๋าว่า เดี๋ยวหนูออกให้ก็ได้ค่ะ
กระเป๋าไม่ยอม  แต่ลุงก็ไม่ยอมลงเหมือนกัน

กระเป๋าบอกกับเราว่า "ไม่ต้องๆ"  แล้วก็เดินหนีไปนั่งเบาะหน้า  คนในรถแอบแตกตื่นกันเล็กน้อย  หันมามองกัน  ณ วินาทีนั้น เราคิดแค่เราอยากช่วยเขา  แล้วเงิน 10 กว่าบาทเราก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร

พอป้ายถัดไป  ลุงคนนั้นก็ถามเราว่า  หนูวัดเสมียนป้ายนี้ใช่มั้ย  เราก็บอกไม่รู้ค่ะ  เราก็หันไปถามพี่ผู้หญิงที่นั่งข้างๆ เขาก็บอกไม่รู้  เราก็ไม่แน่ใจ  เพราะไม่ค่อยได้ไปแถวนั้น  สุดท้ายลุงเขาก็สรุปเอาเองว่าใช่แล้วก็ลงรถเมล์ไป แล้วก็หันมาบอกกับเราว่า หนู ขอบใจนะ

 

หลังจากลุงลงรถไป  มันทำให้เราได้นั่งคิดอะไรมากมาย

แวบแรกในหัวเรา  "ทำไมคนเราสมัยนี้มันใจดำจังเลย"

แต่พอเราคิดไปคิดมา เราก็หาข้อสรุปไม่ได้ว่า มันความผิดของใครกันแน่

จะว่ากระเป๋าผิดก็ไม่ใช่  ก็หน้าที่เขา เขาก็ทำถูกแล้ว
ถ้ามองในมุมเขา  เขาก็คงคิดว่า  การตั้งใจทำงาน ขยันๆ จะทำให้เขาได้เงินเยอะๆ  ไปเลี้ยงครอบครัว  ทั้งๆที่ความจริงเขาอาจจะไม่ทันคิดก็ได้ว่า  ยังไงเขาก็ไม่มีทางรวย ตราบใดที่ยังเป็นกระเป๋ารถเมล์

จะว่าลุงคนนั้นน่าสงสารก็ไม่ใช่  ทำไมเป็นข้าราชการถึงไม่มีเงิน  แม้แต่จะจ่ายค่ารถเมล์
อดคิดไม่ได้ว่าสมัยหนุ่มๆ  ทำไมลุงไม่ขวนขวายหาเงิน สร้างเนื้อสร้างตัว  จะได้สบายตอนแก่  หรือเพราะว่าจริงๆแล้วเขาไม่มีโอกาส

แล้วลูกหลานของลุงล่ะ  ไปอยู่ที่ไหน  ลุงอายุป่านนี้แล้ว  ลูกก็น่าจะโตแล้ว  อย่างน้อยก็น่าจะเท่าเรานี่แหละ   ทำไมไม่ดูแลพ่อแม่   ลูกเขาจะรู้มั้ยว่า พ่อเขา  แม้แต่เงินติดตัวจะขึ้นรถเมล์ก็ยังไม่มี

จะโทษรัฐบาลก็ไม่ถูก  เขาก็มีรถเมล์ฟรีให้ขึ้นแล้ว  เงินเดือนก็มีให้  ลุงเป็นข้าราชการลุงก็น่าจะรู้  ทำไมลุงเองไม่ขวนขวาย  ทั้งๆที่รู้ว่าเงินเดือนน้อย
มันถูกต้องแล้วหรือ  กับการที่ช่วยประชาชนโดยการทำรถเมล์ฟรีให้นั่ง  แทนที่จะหาทางช่วยให้คนยากคนจนมีรายได้เพิ่ม  มีปัญญาเลี้ยงตัวเองในยุคน้ำมันแพง

คนไทย ชอบช่วยเหลือคนอื่น  แทนที่จะช่วยให้เขาช่วยตัวเองได้  จะว่าไปก็เราด้วยนี่หว่า  แทนที่จะไม่ช่วย  ลุงจะได้รู้รสของการไม่มีตังค์ขึ้นรถเมล์ จะได้กลับไปขยันทำมาหากินให้มีตังค์

 

สุดท้าย  เราก็หาข้อสรุปไม่ได้ว่าใครผิดใครถูก

เรารู้แต่ว่าวันนี้

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเรา  เราจะไม่ท้อ  เราจะสู้ต่อไป  เพื่อว่าวันนึงเราหรือพ่อแม่เราจะได้ไม่ต้องเป็นอย่างลุงคนนี้

แล้วก็รู้สึกว่าเราโชคดีจริงๆ ที่มีโอกาสที่ดีๆในชีวิต  และเรามองเห็นโอกาสนั้น

ทำให้วันนี้ชีวิตเราไม่ต้องลำบาก

ทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราตั้งใจทำวันนี้  จะทำให้เรามีอนาคตที่ดี  อย่างที่เราฝันไว้

 

เขาว่าคนที่น่าสงสารคือคนที่ไม่เคยมีโอกาสที่ดีๆเข้ามาในชีวิต
แต่คนที่น่าสงสารที่สุด คือคนที่มีโอกาส  แต่มองไม่เห็นโอกาสนั้น

สุดท้ายเราก็สรุปไม่ได้ว่า ลุงน่าสงสารรึเปล่า

 

แต่ก็นึกขอบคุณลุงจริงๆ  ที่ทำให้หนูได้คิดอะไรกับชีวิตมากมาย

ใครจะไปรู้  เมื่อตอนลุงยังเด็ก  ลุงอาจจะเป็นเด็กที่เรียนดี  มีอนาคตอย่างเรามาก่อนก็ได้......